ดนตรีไทย

แอปพลิเคชั่นเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทยตามมาตรฐาน

ดนตรีไทยมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากดนตรีตะวันตก การเทียบเสียงแต่เดิมมาอาศัยโสตประสาทของนักดนตรีไทยรุ่นเก๋าที่มีความชำนาญ แน่นอนว่าแต่ละสำนักการเทียบเสียงแตกต่างกัน ยิ่งภายหลังได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา จำเป็นต้องหามาตรฐานเสียงแกนกลางที่ใช้งานสะดวกง่ายดาย เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชั่นระบบการเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทย “Thai Tuner” เป็นแอปพลิเคชั่นแรกของโลก เพื่อรักษามาตรฐานเสียงเอาไว้ทั้งดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน 4 ภาคของประเทศไทย นับเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรีที่เป็นข่าวดีของวงการดนตรีไทยในบ้านเรา แอปพลิเคชั่นรวบรวมค่าความถี่เสียงและบันทึกข้อมูลเสียงที่ได้มาตรฐานเพื่อใช้ตั้งเสียงเครื่องดนตรีไทยโดยเฉพาะ

ความเป็นมาของแอปพลิเคชั่น

ความจริงแล้วโครงสร้างนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2560 ทางศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มโครงการพัฒนาแอปพลิเคชั่นระบบการเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทย (Thai Musical Instrument Tuner Application) คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในโลก สำหรับประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ของสำนักดนตรีต่างๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เพราะมีการบันทึกค่าอัตราส่วนคงที่สำหรับรองรับการคำนวณค่าความถี่ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละสำนักไว้เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นแอปพลิเคชั่นสำเร็จรูปที่นำไปใช้งานได้ในวงกว้าง รองรับใช้งาน iOS และ Android การพัฒนาแอปพลิเคชั่นในเฟสแรกมุ่งเทียบเสียงดนตรีไทยภาคกลางทั้งประเภท ดีด สี ตี เป่า จำนวน 32 ชิ้น ระยะเวลาทดลองใช้งานประมาณ 1 ปี จึงเริ่มเฟสที่ 2 รวบรวมค่าความถี่เสียงดนตรีพื้นบ้านทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง และใต้ 4 ภาค จำนวนรวม 89 ชิ้น ต่อยอดการผลิตเครื่องดนตรีไทยด้วยกรรมวิธีดิจิตอลเพื่อให้ได้ค่าความถี่เสียงที่ถูกต้องตามมาตรฐาน โดยทำการผลิตฉิ่งและขลุ่ยเป็นอันดับแรก

ถามว่าการตั้งเสียงเครื่องดนตรีไทยให้เป็นเสียงมาตรฐานอาศัยโสตประสาทของชั้นครูเหมือนแต่ก่อนไม่ได้หรือ แน่นอนว่าคนตั้งเสียงเครื่องดนตรีที่เชี่ยวชาญก็มีอยู่แล้ว แต่ศักยภาพของมนุษย์ไม่เทียบเท่ากับเครื่องมือทันสมัย เรื่องการเทียบเสียงจึงเพี้ยนไป ไม่ตรงเหมือนกันทุกครั้ง หากมีเครื่องเทียบเสียงมาช่วยจะยึดให้ตรงเป็นมาตรฐานตามแบบต้นฉบับดนตรีไทยดั้งเดิมได้ดีกว่า ทั้งยังง่ายต่อการประยุกต์เล่นประสานกับดนตรีสากลที่ได้รับความนิยมมากและได้ฟังกันบ่อยขึ้นในปัจจุบัน ส่วนการนำเครื่องเทียบเสียงดนตรีสากลมาใช้เทียบเสียงเครื่องดนตรีไทยยิ่งเกิดความสับสน เพราะระดับเสียงโน้ตจะต่างสเกลกัน โน๊ตบางเสียงอาจจะใกล้เคียงกัน แต่บางเสียงเหลื่อมกัน เมื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับตั้งเสียงเครื่องดนตรีไทยโดยเฉพาะ สามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนด้วย เพิ่มความสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

ดนตรีไทยนั้นมีเสน่ห์เสียงสอดประสานกันละเมียดละไม แต่ไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อย โดยเฉพาะระดับฝีมือชั้นครูที่เล่นลูกขัดลูกล้อ มีรูปแบบด้นสดสลับเสียงต่ำสูงทุ้มแหลม ได้รสชาติกันคนละแบบ หากต้ั้งเสียงดนตรีได้เหมาะสม ความไพเราะหรือสนุกสนานครึกครื้นจะตรึงผู้ฟังได้อยู่หมัด ยิ่งเป็นวงเล่นสดๆ ต้องลุกขึ้นปรบมือกันเลยทีเดียว ทำให้ความไพเราะของเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์ของไทยจะตราตรึงในความทรงจำของผู้ฟังทั้งชาวไทยและต่างชาติตราบนานเท่านาน

แอปพลิเคชั่นเทียบเสียงเครื่องดนตรีไทย

ซึง

ซึงหลวง โฆ้งโม้ง เครื่องดนตรีนิยมแห่งภาคเหนือ

“ซึง” เป็นเครื่องดนตรีที่มีความนิยมเล่นกันมากในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ในสมัยอดีตเป็นเครื่องดนตรีสำหรับผู้ชาย ที่มีไว้ใช้เกี้ยวสาว ต่อมาได้มีการนำมาบรรเลงร่วมกับสะล้อ กลองตะโพน ฉิ่งและฉาบ ใช้บรรเลงตามงานต่างๆ ส่วนมากที่ใช้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ตามขณบธรรมเนียมปีใหม่เมืองของชาวเหนือ และตามงานมงคลงานเลี้ยงสังสรรค์ของผู้เฒ่าผู้แก่ เพราะในการบรรเลงบทเพลงจะมีผู้ขับร้อง 1-2 คน เรียกว่า “ซอ” เป็นการเล่นตามตัวโน๊ตของแต่ละเพลง และร้องประกอบ จังหวะและทำนองจะมีความอ่อนช้อย งดงาม คำร้องฟังแล้วเสนาะหู ทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามไปในบทเพลงนั้นๆ

ซึง มีอยู่ทั้งหมด 3 ขนาด คือ ซึงเล็ก ซึงกลาง และซึงหลวง จะมีทั้งหมด 4 สาย แต่จะแบ่งออกเป็นอย่างล่ะ 2 สาย คู่กัน ซึง เป็นเครื่องดนตรีประเภท ดีด เสมือนการเล่นกีต้าร์

ส่วนประกอบมีดังนี้

  • กระโหลก ทำขึ้นจากแก่นไม้เนื้อแข็งชิ้นเดียว ไม่มีการนำมาประกอบกัน ใช้ติดกับคันทวนที่มีรูปทรงลักษณะ ทรงรี จับแล้วเหมาะมือ เหมือนคันของกีต้าร์ ส่วนกะโหลกไม้ให้คว้านส่วนของเนื้อไม้ข้างในออกมาให้เป็นโพรงบาง เจาะรูตรงกลางเพือเป็นการระบายเสียงที่ดีดออกมาให้มีความกังวาน
  • คันทวน ทำด้วยแก่นไม้เนื้อแข็งแบบเดียวกันกับส่วนของกะโหลก เป็นรูปสีเหลี่ยมยาวพอประมาณ ด้านหลังฝนเหลี่ยมออกด้านหน้าทำให้เรียบ เพื่อเป็นการติดที่คั่นเสียง และสายซึง ส่วนปลายสุดของคันทวนให้เจาะรูด้านละ 2 รู เพื่อเป็นการติดลูกบิดปรับเสียง
  • ลูกบิด ทำมาจากไม้เนื้อแข็ง กลมเรียวด้านหัวสุดมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จับถนัดมือเพื่อสอดใสในรูที่เจาะเตรียมไว้ ตรงปลายของคันทวน
  • ไม้ที่ใช้สำหรับการคั่นที่ทำให้เกิดเสียง หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า “คอร์ด” ทำจากไม้ชิ้นเล็กๆ ให้มีความหนาลอยขึ้นจากคันทวนเล็กน้อย
  • สาย ทำด้วยลวด 4 เส้น โดยผูกจากลูกบิดที่อยู่บนสุดของตัวซึง ลงมาติดกับตัวกระโหลก ทำเป็นคู่ๆ ขนานกัน หลักการเดียวกันกับการทำกีต้าร์

การดีด

ผู้เล่นจะต้องนั่งในถ้าขัดสมาธิ ให้ตัวของกระโหลกวางอยู่หน้าขาข้างขวา หันคันทวนให้ชี้ไปทางซ้ายของผู้ดีด ใช้มือขวาในการดีด อุปกรรณ์ในการดีด ตามหลักที่ถูกต้องแล้วต้องทำมาจากเขาควายที่ฝนออกมาจนบาง แต่เขาควายเป็นวัสดุที่หายาก เพราะฉะนั้นสามาถใช้ ปิก ที่ใช้ดีดกีต้าร์ทั่วไปทดแทนได้

สะล้อ

สะล้อไม่ยากอย่างที่คิด สีนิดๆจะเกิดเสียง

เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านทางภาคเหนือที่นิยมใช้บรรเลงในงานเทศกาลต่างๆ รวมถึงงานมงคลและงานอวมงคล สะล้อเป็นเครื่องดนตรีชนิด “สี” มีอยู่ด้วยกัน 3 ขนาด คือ สะล้อเล็กมี 2 สาย, สะล้อกลางมี 2 สายเช่นเดียวกัน แต่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า และสะล้อใหญ่มี 3 สาย แต่ส่วนมากที่นิยมเล่นคือ 2 สาย เพราะสามารถบรรเลงเพลงได้ง่ายกว่า ส่วนวัสดุที่นำมาประดิษฐ์ก็จะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น จะประกอบไปด้วย

  • กะลามะพร้าวใช้ไว้เป็นที่สำหรับทำให้เกิดเสียง นำมาหั่นครึ่งแล้วเจาะรูด้านหลังให้ เป็นรูปวงกลมหรือหัวใจก็ได้ และเจาะรูเพื่อสอดคันซอ
  • คันสี ไว้ใช้ในการสีให้เกิดเสียง ทำจากไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของคันสีจะเรียวและยาว โดยจะผูกเส้นเอ็นหรือเส้นลวดผูกติดหัว-ท้ายของไม้
  • เส้นลวดที่ใช้ติดกับ ตัวกะลามะพร้าวและคันซอเพื่อทำให้เกิดเสียง เหมือนกับการดีดกีต้าร์แต่เปลี่ยนจาก “ดีด” เป็น “สี”
  • ลูกบิดปรับเสียง มีไว้เพื่อใช้ปรับเสียงไม่ให้เพี้ยน ตัวลูกบิดจะอยู่บนสุดของคันซอ โดยการเจาะรูแล้วยึดด้วยเส้นหวาย เพื่อเสียงที่ไพเราะ และกังวาล

ในการสีสะล้อ มือซ้ายให้จับที่คันซอ มือขวาจับคันสี โดยการสีคือการ ชักเข้า-ชักออก เส้นลวดทางฝั่งเรา จะมีตัวโน้ต 4 ตัวหรือ 4 เสียง คือ ซอล ลา ที โด ส่วนเส้นลวดที่อยู่อีกฝั่งถัดจากเส้นลวดที่อยู่ฝั่งเรา ก็จะมีตัวโน้ต 4 ตัวเช่นเดียวกัน คือ โด เร มี ฟา ซึ่งเสียงที่เราสีออกมาก็จะมีความแต่งต่างและไพเราะออกไปตามเพลงที่เราบรรเลง

เมื่อเราได้ทราบถึงวิธีการเล่นสะล้อหรือเครื่องดนตรีไทยชนิดต่างๆแล้ว เราก็ควรที่จะสืบสานสิ่งเหล่านี้ให้อยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยของเราให้ยาวนานตลอดไป